เมื่อเริ่มมีประจำเดือน สาวๆจำนวนมากมักจะพบกับปัญหาปวดท้องในช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิต ทั้งการเรียน และการทำงาน และวิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนที่ง่ายที่สุดคือ การซื้อยาแก้ปวดท้องประจำเดือนมากิน ด้วยความเคยได้ยิน หรือได้รับคำแนะนำที่บอกต่อๆกันมา จึงมักจะไปที่ร้านขายยาและบอกเภสัชกรว่าขอยาซื้อยาแก้ปวดประจำเดือนเม็ดรีๆ สีเหลือง สีชมพู หรือบอกชื่อการค้าของยาไปเลย เช่น พอนสแตน (Ponstan) หรือ โกเฟน (Gofen) แต่จริงๆแล้ว ยังมียาประเภทเดียวกันแต่คนละยี่ห้อ หรือ มียาอื่นๆที่สามารถใช้ในการรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยเช่นยาประเภทยาฮอร์โมน นอกจากนี้ การรักษาอาการปวดประจำเดือนยังขึ้นกับลักษณะความรุนแรงของอาการอีกด้วย แต่โดยทั่วไปการรักษามักเริ่มต้นด้วยการให้ยาโดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDS วันนี้เราเลยขอมาเล่าให้ฟัง ว่ามียาอะไรบ้าง

ยาแก้ปวดท้องประจำเดือน

วัตถุประสงค์ของการรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยทั่วไป (แบบปฐมภูมิ) จะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการปวดกระดูกเชิงกราน ตะคริว และอาการข้างเคียงที่เกี่ยวข้อง (เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย) ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะมาพร้อมกัน หรือ เกิดขึ้นก่อนหน้าการมีประจำเดือน

การใช้ยาลดการอับเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) เป็นวิธีการรักษาที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับการรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน ซึ่งยาแต่ละตัวก็มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน จึงมีการนำมาใช้ร่วมกัน เพื่อเสริมฤทธิ์ในการรักษา

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เป็นยาแก้ปวดท้องประจำเดือนที่ใช้กันมากที่สุด และราคาไม่แพง โดยยากลุ่มนี้จะไปออกฤทธิ์ลดการสร้างพลอสตาแกรนดิน (prostaglandin) และลดความดันในมดลูก หากกินยากลุ่มนี้ทันทีเมื่อเริ่มมีอาการปวด ก็จะหายปวดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ควรกินพร้อมอาหาร หรือกินหลังอาหารทันที และใช้ในระยะเวลาสั้นๆไม่ควรกินต่อเนื่องนานหลายวัน เพราะมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร (เลือดออกในทางเดินอาหาร) และ เกิดความผิดปกติของไต

ในกลุ่มยาแก้ปวด NSAIDS มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างตัวยาโดยเฉพาะยากลุ่ม Fenamates (Mefenamic acid) และยากลุ่ม phenylproprionic acid derivatives (Ibuprofen, naproxen) พบว่ายากลุ่ม Fenamates มีประสิทธิภาพค่อนข้างดีกว่ากลุ่ม phenylproprionic acid derivatives ส่วนยาในกลุ่ม COX-2 inhibitors อาจใช้ได้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคทางเดินอาหาร แต่ยาในกลุ่มนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากการศึกษาเรื่องผลข้างเคียงยังไม่มากพอ ส่วนในผู้ป่วยที่มีปัญหามีบุตรยาก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDS เนื่องจากมีผลข้างเคียงทำให้การตกไข่ผิดปกติ (delay ovulation)

ยาแก้ปวดท้องประจำเดือนในกลุ่ม NSAIDs ที่นิยมใช้ ได้แก่ Diclofenac, Ibuprofen, Ketoprofen ,Meclofenamate, Mefenamic acid, Naproxen

ไอบิวพรอเฟน Ibuprofen (ชื่อสามัญทางยา)

ชื่อการค้า ตัวอย่างเช่น บรูเฟน (Brufen), บูเฟล็กซ์ (Buflex), โคโปรเฟน (Coprofen), ดูแรน (Duran), โกเฟน 400 (Gofen 400), ไอบูเฟน (Ibufen), อัยบูแกน (Ibugan), ไอบูแมน (Ibuman), ไอโปรเฟน (Iprofen), จูนิเฟน (Junifen), นูโรเฟน (Nurofen) หรือรูโปรเฟน (Ruprofen)
ขนาดความแรงที่มีขาย: 100 mg, 200 mg, 400 mg , 600 mg, 800 mg
วิธีใช้ (ขนาดยาที่แนะนำให้กินเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน): 200-400 mg ทุก 4 – 6 ชั่วโมง แต่ไม่ควรเกิน 1,200 mg ต่อวัน
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น:
เวียนศีรษะ, อาการปวดท้อง, อาการท้องผูก, คลื่นไส้, ผื่น, หูอื้อ, อาการบวมน้ำ, ปวดหัว, อาเจียน

มีเฟนามิก แอซิด | Mefenamic acid (ชื่อสามัญทางยา)

ชื่อการค้า ตัวอย่างเช่น เฟนามิค (Fenamic), มีฟา (Mefa), มีฟาเมด (Mefamed), เมเฟนสตาร์ (Mefenstar), พอนสแตน (Ponstan)
ขนาดความแรงที่มีขาย: 250 mg, 500 mg

วิธีใช้ (ขนาดยาที่แนะนำให้กินเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน): ครั้งแรกให้กิน 500 mg เมื่อเริ่มมีอาการ จากนั้นกิน 250 mg ทุก 6 ชั่วโมง (หายปวดแล้วไม่ต้องกินต่อ) และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 3 วัน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น: อาการปวดท้อง, อาการเบื่ออาหาร, ท้องเสีย, โรคกระเพาะ, ท้องอืด, ท้องผูก

Drug

Acetic acid

Initial dose, mg Subsequent dose, mg
Indomethacin 25 25 tid
Tolmetin 400 400 tid
Sulindac 200 200 bid
Diflunisal 1000 500 bid
Diclofenac 75 75 bid
Etodolac 400 400 every 6-8 hr
Ketorolac  10 10 every 4-6 hr
Drug

Propionic acids

Initial dose, mg Subsequent dose, mg
Ibuprofen 400 400 every 6 hr
Naproxen 500 250 every 6-8 hr
Naproxen sodium 275 550  every 6-8 hr
Fenoprofen calcium 200 200 every 4-6 hr
Ketoprofen 75 75 tid
Drug

Fenamates

Initial dose, mg Subsequent dose, mg
Mefenamic acid 500 250 every 4 hr
Meclofenamates 100 50-100 every 6 hr
Drug

Oxicans

Initial dose, mg Subsequent dose, mg
Piroxicam 20 20 once a day

ยาเม็ดคุมกำเนิด-ฮอร์โมน

Oral contraceptives (OCs) จะยับยั้งการตกไข่เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับคนที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ การกินยาเม็ดคุมกำเนิดจะไประงับฮอร์โมนในต่อมใต้สมอง และป้องกันการสร้างพลอสตาแกรนดิน (prostaglandin) ซึ่งหากต้องการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนี้ เพื่อรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรซื้อหามากินเอง ซึ่งส่วนมากก็มักเลือกใช้ฮอร์โมนรวม estrogen และ progesterone เป็นทางเลือกแรก ในคนที่ไม่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน และต้องการผลของการคุมกำเนิดร่วมด้วย

Combined Estrogen and Progesterone

ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ ทำให้ endometrium เกิดการฝ่อบางลงกว่าปกติ จึงช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือนหรืออาจทำให้ขาดประจำเดือน และลดปริมาณการสร้าง arachidonic acid ลดการสร้าง prostaglandin ในมดลูกและในเลือดลง จึงช่วยลดอาการปวดจากการหดรัดตัวของมดลูกลงได้ด้วย

  • Oral contraceptive pills จากการศึกษาเปรียบเทียบขนาดของ Estrogen ที่เป็นส่วนประกอบของยา ในขนาด >35 mg < 35 mg และ 20 mg พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในผลของการลดอาการปวดประจำเดือน ส่วน Progesterone ในกลุ่ม third generation มีผลลดอาการปวดประจำเดือนได้ดีกว่า การใช้ยากลุ่มนี้สามารถใช้ได้ทั้งแบบ cyclic, long cyclic หรือ continuous ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการให้ยาแบบ long cyclic หรือ continuous ได้ผลการรักษาดีกว่าการให้แบบ cyclic
  • patch or ring contraception ฮอร์โมนแบบวงแหวนสอดช่องคลอดมีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดประจำเดือนได้ดีเท่าๆกับฮอร์โมนแบบรับประทาน ส่วนฮอร์โมนแบบแผ่นแปะประสิทธิภาพด้อยกว่าฮอร์โมนแบบรับประทาน

Progesterone only contraception

ออกฤทธิ์ทำให้การฝ่อบางของ endometrium แต่ไม่ได้ยับยั้งการตกไข่โดยตรง ฮอร์โมนในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกระปริดกระปรอยได้บ่อย จะใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน estrogen

  • DMPA ยาฉีดคุมกำเนิดช่วยลดเลือดประจำเดือน โดยประมาณ 50% จะขาดประจำเดือนหลังจากใช้ยาไปนาน 1 ปี แต่จะมีผล fertility ที่จะกลับสู่ภาวะปกติหลังหยุดยาช้า ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่วางแผนจะแต่งงานใน 1-2 ปี
  • IUD การใส่ห่วงคุมกำเนิดในกลุ่มที่มีฮอร์โมน Levonorgestrel-IUD ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ทั้งจากการปวดท้องประจำเดือนที่ไม่มีสาเหตุ และมีสาเหตุจาก endometriosis หรือ adenomyosis ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนห่วงคุมกำเนิดแบบ copper IUD มีผลให้อาการปวดท้องประจำเดือนแย่ลง
  • Implantation contraception ยาฝังคุมกำเนิดมีผลลดอาการปวดท้องน้อยทั้งที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน และยังลดอาการ dyspareunia ในผู้ป่วยที่ตรวจพบ endometriosis ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ซื้อยาแก้ปวดประจำเดือนกับเภสัชกร