เมื่อลูกสาวมีอาการปวดท้องประจำเดือน

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และเริ่มมีประจำเดือน อาการปวดท้องประจำเดือนก็ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆทุกคนจะโชคดีที่ไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ดี ถึงจะไม่ปวดท้องอย่างรุนแรง แต่เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนก็ย่อมส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆมากบ้างน้อยบ้าง หากอยู่โรงเรียน ก็ต้องพึ่งพาห้องพยาบาล และกินยาแก้ปวดประจำเดือน เพื่อบรรเทาอาการปวด และนอนพักผ่อน และสำหรับผู้ใหญ่ หากอยู่ในวัยทำงานก็อาจจะพาให้เสียงานได้เลยทีเดียว แล้ววิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลย

ตัวอย่าง ไอเทมต่างๆ ที่นิยมหามาใช้เพื่อลดอาการปวดท้องประจำเดือน ที่หาซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ (ลาซาด้า) ที่เราคัดมาแล้วว่าได้สินค้าที่เป็นของแท้ ได้ของใหม่ และได้รับสินค้าแน่ๆค่ะ

แบลคมอร์ส อีฟนิ่งพริมโรส ออยล์ 1000

กระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้า

ลอริเอะ ผ้าอนามัย กลางคืน 30 ซม. มีปีก

ยาแก้ปวดประจำเดือน (ยาแก้ปวดท้องเมน) สำหรับผู้ใหญ่

ส่วนมากแล้ว เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน คนส่วนมากก็จะนึกถึงการกินยาแก้ปวด ซึ่งยาแก้ปวดที่หลายคนนึกถึงคงไม่พ้น ยาพาราเซตามอล, ยาแก้ปวดท้องเมน เม็ดสีชมพู, บ้างก็ไปร้านขายยาแล้วถามหา พอนสแตน เลย แต่จริงๆแล้ว ยาแก้ปวดท้องประจำเดือน ยังมีอีกหลายชนิด แต่ว่ายาที่ใช้กันบ่อยๆ มีดังนี้

มีเฟนามิก แอซิด | Mefenamic acid (ชื่อสามัญทางยา)

  • ชื่อการค้า ตัวอย่างเช่น เฟนามิค (Fenamic), มีฟา (Mefa), มีฟาเมด (Mefamed), เมเฟนสตาร์ (Mefenstar), พอนสแตน (Ponstan)
  • ขนาดความแรงที่มีขาย: 250 mg, 500 mg
  • วิธีใช้ (ขนาดยาที่แนะนำให้กินเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน): ครั้งแรกให้กิน 500 mg เมื่อเริ่มมีอาการ จากนั้นกิน 250 mg ทุก 6 ชั่วโมง (หายปวดแล้วไม่ต้องกินต่อ) และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 3 วัน
  • ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น: อาการปวดท้อง, อาการเบื่ออาหาร, ท้องเสีย, โรคกระเพาะ, ท้องอืด, ท้องผูก

ไอบิวพรอเฟน | Ibuprofen (ชื่อสามัญทางยา)

  • ชื่อการค้า ตัวอย่างเช่น บรูเฟน (Brufen), บูเฟล็กซ์ (Buflex), โคโปรเฟน (Coprofen), ดูแรน (Duran), โกเฟน 400 (Gofen 400), ไอบูเฟน (Ibufen), อัยบูแกน (Ibugan), ไอบูแมน (Ibuman), ไอโปรเฟน (Iprofen), จูนิเฟน (Junifen), นูโรเฟน (Nurofen) หรือรูโปรเฟน (Ruprofen)
  • ขนาดความแรงที่มีขาย: 100 mg, 200 mg, 400 mg , 600 mg, 800 mg
  • วิธีใช้ (ขนาดยาที่แนะนำให้กินเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน): 200-400 mg ทุก 4 – 6 ชั่วโมง แต่ไม่ควรเกิน 1,200 mg ต่อวัน
  • ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น: เวียนศีรษะ, อาการปวดท้อง, อาการท้องผูก, คลื่นไส้, ผื่น, หูอื้อ, อาการบวมน้ำ, ปวดหัว, อาเจียน

พาราเซตามอล | Paracetamol, Acetaminophen (ชื่อสามัญทางยา)

  • ชื่อการค้า ตัวอย่างเช่น ไทลินอล (Tylenol), ซาร่า (Sara)
  • ขนาดความแรงที่มีขาย: 325 mg, 500 mg, 650 mg
  • วิธีใช้ (ขนาดยาที่แนะนำให้กินเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน): 10 – 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยรับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ เช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรรับประทานเท่ากับ 500 – 750 มิลลิกรัม (ก็คือพาราเซมอล 500 มิลลิกรัม จำนวน 1 เม็ดนั่นเอง) เด็กไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 5 วัน ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 10 วันผู้ที่เป็นไข้ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3 วัน
  • ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น: คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เหงื่อออก

ท่านอนแก้ปวดท้องประจำเดือน

การนอนพักก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ และถ้าหากหลับไปได้เลยก็จะช่วยได้มาก และตามที่บอกต่อๆกันมา ว่าท่านอนที่ถูกต้องก็ช่วยให้หายปวดได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามห้ามนอนคว่ำหน้า เพราะจะทำให้ปวดมากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน ให้นอนตามท่าต่างๆ ดังนี้

ท่านอนตะแคงข้าง หรือท่านอนขดตัวแบบทารก

การนอนขดตัวจะช่วยลดการกดทับท้องน้อย โดยท่านี้จะนอนตะแคงข้าง และคู้เข่าขึ้นมาแถวๆ บริวณหน้าอก คล้ายๆ เด็กทารกช่วงที่ยังอยู่ในท้องแม่ ท่านี้จะช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อบริเวณท้องที่ปวดประจำเดือน ทำให้ลดอาการปวด นอกจากนี้การที่ขาทั้งคู่ทับอยู่ด้วยกัน สามารถช่วยลดโอกาสการเปรอะเปื้อนของประจำเดือนได้

ท่านอนหงาย

ให้นอนหงายแล้วใช้ฝ่าแท้าประกบกัน ให้ช่วงเข่าอ้าออก ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อยรู้สึกผ่อนคลาย ใช้หมอนมาหนุนใต้เข่า จะช่วยให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในลักษณะโค้งเกินไป ซึ่งก็ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ดีเช่นกัน

ดื่มน้ำอุ่นแก้ปวดท้องประจำเดือน

เมื่อมีประจำเดือน สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมได้แก่ การดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับประจำเดือน และนอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีกว่าดื่มน้ำเย็น (ช่วยให้เส้นเลือดขยาย) จึงเป็นการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้

ประคบร้อนแก้ปวดประจำเดือน

การประคบร้อน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ โดยความร้อนจะช่วยผ่อนคลายอาการบีบรัดตัวของมดลูก ทำให้เส้นเลือดขยาย และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก เพียงใช้ความร้อนมาประคบที่ท้องน้อย หรือที่หลัง พร้อมกับการนอนพัก ก็สามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้โดยไม่ต้องกินยาแก้ปวด และอุปกรณ์ที่ใช้ประคบร้อนในปัจจุบันนั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลย

กระเป๋าน้ำร้อน

เป็นไอเทมที่เห็นมาตั้งแต่รุ่นคุณย่าแล้ว ข้อดีคือไม่แพง แต่เอาไปโรงเรียนไม่ได้ เอาไปที่ทำงานก็คงใช้งานได้ไม่สะดวก เหมาะแก่การใช้งานที่บ้านเป็นที่สุด

คำแนะนำ และข้อควรระวัง ในการใช้กระเป๋าน้ำร้อน

  • ก่อนใช้งานอย่าลืมสำรวจกระเป๋าดูว่ากระเป๋ามีการปริแตก ฉีกขาด หรือร่องรอยการรั่ว หรือไม่
  • เติมน้ำร้อนอย่าเกิน 70 เปอร์เซ็นของตัวกระป๋าน้ำร้อน หรือ อย่าเติมน้ำจนล้น หรือเต็มกระเป๋าน้ำร้อน ควรเติมประมาณ 3 ใน 4 ห้ามเติมจนเต็ม
  • อย่าเติมน้ำเดือดใส่กระเป๋าน้ำร้อน เติมน้ำอุ่นปลอดภัยกว่า
  • ต้องแน่ใจก่อนว่าปิดจุดแน่นหนาดีแล้วก่อนใช้งาน
  • อย่าวางกระเป๋าน้ำอุ่นให้สัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ใช้ผ้าพันรอง หรือ ห่อรอบถุงก่อน อย่าใช้เข็มกลัด
  • อย่านอนทับหรือนั่งทับประเป๋าน้ำร้อน

แผ่นประคบร้อน แผ่นแปะแก้ปวดประจำเดือน

เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ข้อดีคือสะดวก ใช้ได้ทั้งที่บ้านและติดตัวไปโรงเรียนได้ ราคายอมรับได้ แม้จะแพงกว่ายาแก้ปวด แต่ก็มีความปลอดภัยกว่า

คำแนะนำ และข้อควรระวัง

  • ใช้ติดผ่านเสื้อผ้า ไม่ควรติดบนผิวหนังโดยตรง

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ อาการปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องเมนส์ คืออะไร

การปวดท้องประจำเดือน, ภาวะปวดระดู หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า ปวดท้องเมนส์ คือ อาการปวดบริเวณท้องน้อยที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการมีประจำเดือน โดยอาการปวดท้องประจำเดือน อาจจะเริ่มเมื่อมีการตกไข่ และอาการปวดจะหายไปเมื่อหมดประจำเดือน โดยอาการปวดที่เกิดขึ้นจะมาก-น้อย ขึ้นกับแต่ละคน ซึ่งในบางคนจะมีอาการปวดท้องประจําเดือนอย่างรุนแรงจนเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน

อาการปวดประจำเดือน เป็นอย่างไรบ้าง

ผู้หญิงส่วนมากจะเริ่มมีอาการปวดท้องประจำเดือน หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรก (menarche) ประมาณ 1-3 ปี เพราะเริ่มเป็นรอบเดือนที่มีการตกไข่อย่างสมบูรณ์ โดยที่ความรุนแรงของการปวดประจำเดือนจะมีตั้งแต่อาการปวดหน่วงๆ ปวดแสบๆ ปวดตุบๆ แบบพอทนได้จนกระทั่งมีอาการปวดบีบรัดอย่างรุนแรง

อาการข้างเคียง ของการปวดประจำเดือน

นอกจากอาการปวดแล้ว ในผู้หบางรายอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หรือ ปวดแบบไมเกรน (migraine) เวียนศีรษะ ท้องเสีย ท้องผูก อ่อนเพลีย หรือเป็นลม หน้ามืด

อาการปวดประจำเดือน จะเกิดขึ้นช่วงไหนบ้าง

อาการปวดอาจจะมีมาก่อนล่วงหน้าที่จะเป็นประจำเดือน 2-7 วัน หรือเกิดอาการได้ขณะที่กําลังมีประจำเดือน และส่วนมากจะปวดมากในวันแรกๆที่ประจำเดือนมามาก และจะค่อยๆดีขึ้นเมื่อเลือดออกน้อยลง

ใครที่มีโอกาสปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับผู้หญิงได้ทุกคน (ประมาณ 25-90%) โดยอาการปวดจะพบได้มากขึ้นในช่วงอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และพบว่าจำนวนของผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนจะลดลง เมื่อเคยมีบุตร หรืออายุมากขึ้น

อาการปวดประจำเดือน จะเกิดบริเวณไหนบ้าง

อาการปวดท้องประจำเดือนอาจจะปวดบริเวณสะดือหรือบริเวณท้องน้อย และอาจจะปวดบริเวณด้านซ้ายหรือขวา หรือเกิดอาการปวดทั้ง 2 ด้านก็ได้ และยังพบว่าอาการปวด อาจจะลามไปถึงหน้าขา และบริเวณหลังได้

สาเหตุ ของการปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนเกิดจากโพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) ที่ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวทำให้รู้สึกปวด

ปัจจัยที่ทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนมีความรุนแรงยิ่งขึ้น

  • มีเลือดออกมาก
  • มีลูกคนแรกก่อนอายุ 20
  • ฮอร์โมนที่มีผลต่อมดลูก
  • มีการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อมดลูกผิดปกติ
  • การใช้ยาคุมกำเนิด