Loading...
วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือน2020-06-29T10:57:01+07:00

พอนสแตน คือ อะไร?

พอนสแตน มีชื่อสามัญทางยา คือ มีเฟนามิก (Mefenamic)

#PONSTAN คือชื่อการค้าของยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs, non-steroidal antiinflammatory drugs)

เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน สาวๆส่วนมากจะนึกถึงพอนสแตน แต่ว่าวิธีแก้ปวดท้องประจำเดือน นอกจากจะนึกถึงพอนสแตนแล้ว ยังมียาชนิดอื่น และ มีวิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนได้อีกหลายวิธี เช่น

  1. เมื่อเกิดอาการปวดขึ้นมาก็ให้กินยาแก้ปวดทันที เช่น ไอบรูโพรเฟ่น (ibuprofen), แอสไพริน (aspirin) หรือ พาราเซตามอล (acetaminophen) ซึ่งการกินยาอาจมีผลต่อกระเพาะอาหาร และเกิดอาการคลื่นไส้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้น อย่ากินตอนท้องว่าง
  2. ใช้การประคบร้อนบริเวณท้องน้อย หรือ บริเวณหลัง ด้วยแผ่นประคบร้อน กระเป๋าน้ำร้อน หรือ ใช้ “แนน” เข็มขัดแก้ปวดท้องประจำเดือน
  3. พักผ่อน
  4. เลี่ยงอาหารที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา
  5. เลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์

หากทำตามวิธีเหล่านี้แล้วไม่รู้สึกดีขึ้น อาจจะต้องไปหาหมอเพื่อวินิจฉัย และรับยาที่มีความแรงมากขึ้น หรือ ปรับเปลี่ยนยามาเป็นชนิดอื่น เช่น การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น

พอนสแตน กินยังไง และต้องกินนานแค่ไหน

ในผู้ใหญ่ และ ผู้ที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป ครั้งแรกให้กินขนาด 500 มิลลิกรัม โดยต่อไปให้กินยาครั้งละ 250 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวด แต่ถ้าหายแล้ว ไม่มีอาการ ก็สามารถหยุดกินยาได้เลย ไม่จำเป็นต้องกินต่อเนื่อง

หมายเหตุ โดยปกติไม่ควรกินยาติดต่อกันเกิน 7 วัน ส่วนมากแล้วระยะเวลาในการกินพอนสแตนสำหรับแก้ปวดท้องประจำเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 วัน

วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือน ทำอย่างไร?

นอกจากการกินยาแก้ปวด เช่น พอนสแตน เพื่อช่วยให้หายปวดท้องประจำเดือนแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆที่ช่วยให้อาการปวดท้องประจำเดือนดีขี้น โดย Mother and More

วิธีแก้ปวดท้องประจําเดือน(ปวดท้องเมน) นอกจากการกินยาแก้ปวดแล้ว ต้องทำอย่างไรบ้าง

เมื่อลูกสาวมีอาการปวดท้องประจำเดือน เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และเริ่มมีประจำเดือน อาการปวดท้องประจำเดือนก็ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆทุกคนจะโชคดีที่ไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ดี ถึงจะไม่ปวดท้องอย่างรุนแรง แต่เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนก็ย่อมส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆมากบ้างน้อยบ้าง หากอยู่โรงเรียน [...]

วิธีแก้ปวดท้องประจําเดือน ด้วยเข็มขัดความร้อน

มาตรฐานในการรักษา ตามงานวิจัยทางการแพทย์ การใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส [...]

ยาแก้ปวดท้องประจำเดือน นอกจากพอนสแตนแล้วมีอะไรบ้าง ใช้อย่างไร และมีผลข้างเคียงอย่างไร

เมื่อเริ่มมีประจำเดือน สาวๆจำนวนมากมักจะพบกับปัญหาปวดท้องในช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิต ทั้งการเรียน และการทำงาน และวิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนที่ง่ายที่สุดคือ การซื้อยาแก้ปวดท้องประจำเดือนมากิน ด้วยความเคยได้ยิน หรือได้รับคำแนะนำที่บอกต่อๆกันมา [...]

สั่งซื้อสินค้า

อาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือน ในภาษาอังกฤษ คือ menstrual cramps และในศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกว่า dysmenorrhea

อาการปวดท้องประจำเดือน มีสาเหตุเกิดจาก การหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบของมดลูก ซึ่งอาการปวดท้องประจำเดือนมีแบบปฐมภูมิ(อาการปวดด้วยสาเหตุปกติทั่วไป) และอาการปวดแบบทุติยภูมิ(อาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะ)ซึ่งก็สามารถรักษาได้ทั้ง 2 ชนิด

ปวดท้องประจำเดือน มีสาเหตุเกิดจากอะไร

การปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการบีบตัวของมดลูก (กล้ามเนื้อเรียบ) โดยสารในร่างกายที่ชื่อว่าโพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) ในช่วงที่มีประจำเดือนนี้ มดลูกจะบีบตัวมากกว่าปกติ และหากบีบตัวแรงมากๆก็อาจจะไปกดหลอดเลือดใกล้ๆทำให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อแถวนั้นไม่ได้ เมื่อกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน จึงทำให้รู้สึกปวด ดังนั้น เมื่อใช้ความร้อนประคบก็จะทำให้เส้นเลือดขยายตัวและช่วยให้ลดอาการปวดลงได้

ปวดท้องประจำเดือน มีกี่ชนิด

1. อาการปวดท้องประจำเดือนมีแบบปฐมภูมิ เป็นอาการปวดแบบที่พบได้ทั่วไปและกลับมาเป็นซ้ำได้อีก อาการปวดนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากโรค หรือ ความผิดปกติของอวัยวะ อาการปวดมักจะเกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน 1-2 วัน และมักจะปวดบริเวณหลัง หรือ ท้องน้อย และอาการปวดที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงได้ตั้งแต่ปวดน้อยๆ จนถึงปวดอย่างรุนแรงและอาการปวดอาจเกิดขึ้นนานตั้งแต่ 12 ชั่วโมง จนถึง 3 วัน และอาการปวดจะค่อยๆน้อยลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

2. อาการปวดท้องแบบทุติยภูมิ เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในระบบสืบพันธ์ เช่น เนื้องอกในมดลูก การติดเชื้อ อาการปวดท้องชนิดนี้มักเกิดขึ้นก่อนรอบเดือน และมีระยะเวลาที่ปวดนานกว่าการปวดท้องประจำเดือนแบบแรก และมักจะพบว่ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เพลีย หรือ ท้องเสียร่วมด้วย

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหน ถึงต้องไปหาหมอ

ถ้ามีอาการปวดประจำเดือนที่คิดว่าไม่ปกติ ต่างจากที่ผ่านๆมา อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อวัน ให้ไปหาหมอ และเมื่อไปหาหมอแล้วก็ให้เล่าอาการที่เกิดขึ้น ระยะเวลา รวมถึงเรื่องต่างๆของรอบเดือน ซึ่งหมอมักจะต้องตรวจภายใน/เชิงกราน รวมถึงเก็บสารคัดหลั่งเพื่อตรวจหาความผิดปกติ และหากคุณใช้ผ้าอนามัยแบบสอด และเกิดอาการเหล่านี้ ขอให้หยุดใช้ เพราะหากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

  • มีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม
  • มีผื่นขึ้นเหมือนกับแพ้แดด หรือผิวไหม้

หากสังเกตจะพบว่า คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะไม่ค่อยปวดท้องประจำเดือน หรือเกิดอาการปวดได้น้อยกว่า ดังนั้น หากรู้ว่าตัวเองมีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ก็ควรจะหาเวลาไปออกกำลังกายด้วย

ผลเสียจากอาการปวดท้องเมนส์ มีอะไร?

อาการที่พบบ่อยเมื่อมีประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องหยุดเรียน หยุดงาน และเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิง เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับอาการเหล่านี้ไปอีกแทบจะทุกเดือน
รู้สึกหงุดหงิด 43%
ปวดท้อง 40%
เป็นตะคริว 40%
ส่งผลต่ออารมณ์ 30%
อ่อนเพลีย 24%
เวียนหัว 18%
เจ็บหน้าอก 13%
วิตกกังวล 10%
คลื่นไส้ 5%

ข้อควรรู้เกี่ยวกับประจำเดือน

  • ปกติผู้หญิงจะมีประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี แต่ในปัจจุบันเด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีประจำเดือนในอายุที่น้อยลง
  • โรคอ้วน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีประจำเดือนเร็วขึ้น
  • ในช่วง 2 ปีแรกของการมีประจำเดือน มักจะมีมาไม่สม่ำเสมอ เพราะการผลิตฮอร์โมนยังไม่สมดุล
  • โดยปกติรอบเดือนจะมีทุกๆ 28 วัน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอายุด้วยซึ่งอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ได้
  • ผู้หญิงจะมีประจำเดือนเฉลี่ยคือ 6 วัน โดยพบว่า มีผู้หญิงประมาณ 5% ที่มีประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน
  • หากมีประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน จะเรียกว่า ประจำเดือนมามาก (พบประมาณ 9-14%)
  • หากถ้าประจำเดือนมานานเกิด 8 วัน จะถือว่ามามากผิดปกติ (พบประมาณ 4%)
  • เมื่อประจำเดือนมาแล้วอาการปวดจะดีขึ้น

สิ่งที่ควรรู้?

เกี่ยวกับประจำเดือน

ประจำเดือนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของชีวิตหญิง ซึ่งเกิดขึ้นทุกเดือน การจัดการที่ถูกต้องและถูกสุขอนามัย จะทำให้คุณผู้หญิงทั้งหลาย ดำเนินชีวิตประจำวันในขณะมีประจำเดือนได้อย่างปกติ

สิ่งที่ควรจำ คือ วันแรกของการมีประจำเดือนของแต่ละรอบเดือน เพราะจะมีประโยชน์เมื่อคุณมีความจำเป็นต้องไปหาหมอ ซึ่งหมอมักจะต้องถามคุณว่า ” ประจำเดือนครั้งสุดท้ายมีเมื่อใด ” หมายถึง วันแรกที่เลือดประจำเดือนออกมาให้เห็น

สิ่งที่ควรรู้ คือ ขณะมีประจำเดือนเยื่อบุมดลูกและเส้นเลือดที่ขาด จะหลุดออกมากับประจำเดือนนั้น เยื่อบุมดลูกที่ชำรุดก็จะเริ่มซ่อมแซมใหม่ให้ปกติ จะมีลักษณะบอบบาง และติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากทวารหนักและปากช่องคลอดอยู่ใกล้กันมาก ดังนั้นการระวังรักษาสุขภาพอนามัยขณะมีรอบเดือน จึงเป็นสิ่งสำคัญมากไม่ควรทำควรสะอาดภายในช่องคลอด (เพียงแต่ทำความสะอาดบริเวณรอบช่องคลอดและทวารหนักก็เป็นการเพียงพอแล้ว)

ติดต่อเรา

พอนสแตน.com ( ◜◒◝ )♡